อันนี้มาจากประเด็นที่ทางมาเลเซียกำลังจะปรับปรุงเรือชั้น Lekiu เป็นรุ่น Batch 2 ให้มีประสิทธิภาพในการรบโดยเเฉพาะการป้องกันภัยทางอากาศมากขึ้นครับ

http://www.malaysiandefence.com/wp-content/uploads/2008/01/img_0055.JPG
ภาพนี้ค่อนข้างจะเห็นตัว Model การติดตั้งอาวุธบนเรือชั้นนี้ชัดเจนครับ(เช่น Mk.56 12ท่อยิง และ Radar SMART-S)

http://www.youtube.com/watch?v=u8P6HXrt1g8

ดูข้อมูลเพิ่มเติมต้นเรื่องจาก www.malaysiandefence.com
(ไปอ่านเขาคุยกันดูเหมือนจะเหน็บแนมรัฐบาลมาเลเซียที่ใช้ค่าใช้จ่ายในโครงการนี้สูงมากเกินไปดูไม่คุ้ม น่าจะต่อเรือได้หลายลำ แถมยังต้องไปปรับที่อู่ที่อังกฤษแทนที่จะทำในประเทศอีก)

ว่าไปการปรับปรุงเรือชั้น Lekiu Batch 2 นี้ก็ไม่น่าจะเรียกว่าเป็น"เรือป้องกันภัยทางอากาศ"เต็มตัวนักครับ เพราะระบบหลักอย่าง Radar SMART-S และ Saab Ceros 200 Trackers  รวมถึงระบบอาวุธอย่าง ESSM ,ปืน 30มม. และ ปืน76มม. นั้นก็มีอำนาจในการต่อต้านภัยคุกคามทางอากาศที่ค่อนข้างจำกัดอยู่ครับ ทั้งรัศมีการตรวจจับ พิสัยการยิง และจำนวนเป้าหมายที่ต่อตีได้(ขึ้นกับระบบอำนวยการรบด้วย)
การปรับปรุงเรือชั้นนี้น่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการป้องกันตัวเชิงรุกมากกว่า แต่ก็เพียงพอสำหรับภัยคุกคามในภูมิภาคขณะนี้ครับ
(ซึ่งถ้ามาเลเซียสนใจจะจัดหา"เรือป้องกันภัยทางอากาศ" แบบเต็มตัวจริงๆนี้อาจจะมองไปทางระบบของยุโรปอย่าง APAR ครับ)

ประเด็นที่น่าสนใจจุดหนึ่งคือการเปลี่ยนปืนใหญ่หลักของเรือจาก Bofors 57mm เป็น OTO Melara 76mm ครับ ซึ่งเรือฟริเกตที่เป็นเรือป้องกันกันภัยทางอากาศแท้ๆที่ต่อในช่วงหลังปี2000ก็เลือกติดปืนแบบนี้ เช่น

เรือชั้น Sachsen ของเยอรมนี

 

เรือชั้น Fridtjof Nansen ของนอร์เวย์

 

ซึ่งการเปลี่ยนปืนใหญ่เรือให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั้นก็เป็นการเพิ่มระยะในการยิงปืนใหญ่เรือต่อเป้าหมายทางอากาศ อย่างไรก็ตามอัตราการยิงของปืนขนาด76มม.ก็น้อยกว่าปืนขนาด57มม.ครับ
แต่ถ้าจะกล่าวตามตรงแล้วในสงครามทางเรือยุคปัจจุบันนั้นปืนใหญ่หลักของเรือไม่ใช้อาวุธที่ออกแบบมาสำหรับการยิงต่อต้านอากาศยานโดยตรงนักครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเรือป้องกันภัยทางอากาศหลายแบบนั้นเลือกที่จะติดปืนใหญ่

เรือที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่าง

เรือชั้น De Zeven Provincien ของเนเธอร์แลนด์ที่ติดปืนใหญ่ OTO Melara 127mm/54cal

 

หรือเรือชั้น King Sejong the Great ของเกาหลีใต้ที่ติดปืนใหญ่ Mk 45 Mod 4 127mm/62cal

 

ในการต่อเรือป้องกันภัยทางอากาศสำหรับกองทัพเรือในภูมิภาค ASEAN นั้นคงไม่มีกองทัพเรือประเทศไหนต้องการจะมีอาวุธปล่อยโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินระยะไกลอย่างขีปนาวุธร่อน Tomahawk ครับ
เพราะฉนั้นการติดปืนใหญ่เรือขนาดใหญ่ย่อมมีข้อได้เปรียบในเรื่องการใช้ยิงสนับสนุนชายฝั่งได้ในระยะไกล ซึ่งปืนแบบ Mk.45 Mod.4 นั้นสามารถใช้กระสุนนำวิถีความแม่นยำสูงได้ด้วย
แต่ปืนขนาดนี้ย่อมจะมีอัตราการยิงที่ช้าไปสำหรับการใช้เป็นระบบต่อต้านอากาศยานโดยตรงครับ(ทั้งนี้ก็ขึ้นกับระบบอำนวยการรบและระบบควบคุมการยิงเช่นกัน)

สำหรับเรือรบของกองทัพเรือไทยนั้นปืนใหญ่เรือหลักก็เป็นปืนแบบ OTO Melara 3"(76mm/62cal) ครับ และก็มีปืนขนาด 5"/54 ทั้งแบบMk 42 ที่ติดบนเรือชั้น ร.ล.พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและแบบ Mk 45 Compact ที่ติดบนเรือชั้น ร.ล.นเรศวรด้วย (ไม่นับปืน 100มม.บนเรือชั้น ร.ล.เจ้าพระยา และ ร.ล.กระบุรี และ 4.5" บนเรือมกุฏราชกุมารอีก)
คำถามที่น่าสนใจสุดท้ายคือ ปืนใหญ่เรือขนาดเท่าไรถึงจะเหมาะกับโครงเรือฟริเกตป้องกันภัยทางอากาศในอนาคตของไทยละ?
ถ้าเรือเน้นไปที่การป้องกันทางอากาศเป็นหลักอย่างเดียวนั้น ปืนOTO Super Rapid 3" ก็น่าจะเพียงพอครับ
แต่ถ้าเรือต้องการคุณสมบัติรองรับภารกิจได้อย่างอเนกประสงค์แล้วส่วนตัวคิดว่าเลือกปืนใหญ่หลักขนาด 5" ก็น่าจะดีกว่าครับ