Ukraine has signed a contract with Thailand to manufacture BTR-3 8x8 armored personnel carrier.
http://www.armyrecognition.com/november_2015_global_defense_security_news_uk/ukraine_has_signed_a_contract_with_thailand_to_manufacture_btr-3_8x8_armored_personnel_carrier_10911151.html

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสภาความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติยูเครน(NSDC:National Security and Defence Council) ได้มีการออกประกาศแถลงว่า
เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ไทยและยูเครนได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตรถหุ้มเกราะล้อยาง BTR-3E1 ภายในประเทศไทย

กองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถหุ้มเกราะล้อยางตระกูล BTR-3E1 จำนวน ๙๖คัน เป็นชุดแรกในปี พ.ศ.๒๕๕๐(2007) ประกอบด้วย
รถรบทหารราบ BTR-3E1 ๖๔คัน, รถเกราะที่บังคับการ BTR-3K ๔คัน, รถเกราะพยาบาล BTR-3S ๓คัน, รถเกราะติดเครื่องยิงลูกระเบิด 81mm BTR-3M1 ๙คัน, รถเกราะติดเครื่องยิงลูกระเบิด 120mm BTR-3M2 ๔คัน,
รถเกราะติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง BTR-3RK ๖คัน และรถเกราะกู้ซ่อม BTR-3BR ๖คัน ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔(2011) กองทัพบกไทยได้สั่งจัดหารถเกราะ BTR-3E1 เพิ่มอีกเป็นชุดที่สองจำนวน ๑๒๑คัน
ปัจจุบันตามรายงานของทางยูเครนระบุว่าได้มีการส่งมอบรถเกราะ BTR-3E1 ให้ไทยแล้ว ๒๓๓คัน(น่าจะรวมรถของนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย ๑๒คันด้วย) โดยเป็นส่วนหนึ่งสัญญาวงเงิน $270 million(ประมาณ ๙,๗๐๐ล้านบาท)
ในปี พ.ศ.๒๕๕๖(2013) Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจด้านการผลิตและส่งออกยุทโธปกรณ์ของยูเครน ได้รับสัญญาจัดหารถเกราะ BTR-3E1 เพิ่มเติมอีก ๒๑คัน สำหรับกองทัพบกไทย
ซึ่งสัญญาดังกล่าวครอบคลุมถึงการจัดส่งชิ้นส่วนของรถเกราะ BTR-3E1 รุ่นลำเลียงพล ๑๕คัน และรถเกราะติดอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้รถถัง BTR-3RK ๖คัน จากยูเครนมาทำการประกอบภายในประเทศไทยด้วย

"เอกสารที่เพิ่งลงนามไปอยู่ในกรอบข้อตกลงการมีส่วนร่วมของตัวแทนของยูเครนในงานแสดงนานาชาติ Defense & Security 2015 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เป็นเอกสารเพื่อการให้มีการเปิดสายการผลิตของรถเกราะตระกูล BTR-3 ภายในดินแดนของราชอาณาจักรไทย"
สภาความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติยูเครนกล่าวในการแถลง โดยตัวแทนของฝ่ายยูเครนในการลงนามข้อตกลงนี้คือรัฐมนตรีกลาโหมยูเครน Stepan Poltorak
ซึ่งทางสภาความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติยูเครนได้กล่าวอีกด้วยว่า ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเครนและตามข้อตกลงอีกสองฉบับก่อนหน้านี้ ยูเครนจะส่งออกรถหุ้มเกราะ รถถัง และยานยนต์สนับสนุนต่างๆให้ไทยด้วย
"ข้อตกลงใหม่นี้จะเป็นหารายได้เพิ่มเติมให้กับทางยูเครน มันจะยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและปรับปรุงความทันสมัยของยุทโธปกรณ์ทางทหารตามความต้องการภายใน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งของตำแหน่งยูเครนในภูมิภาคเอเชีย"
รองประธานสภาความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติยูเครน Oleh Hladkovsky กล่าว ตามข้อมูลในข้างต้นการประกอบรถเกราะตระกูล BTR-3E1 ในไทยจะรวมทั้งรุ่นลำเลียงพล และรุ่นอื่นๆทั้งหมดที่ไทยมีประจำการและต้องการจัดหาเพิ่มเติม
โดยทั้งหมดรวมถึงการฝึกศึกษาและถ่ายทอด Technology ด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดหารายการยุทโธปกรณ์อื่นที่ไม่ได้ผลิตในยูเครน เช่น เครื่องยนต์ดีเซล MTU เยอรมนี

โครงการจัดหายุทโธปกรณ์จากยูเครนของกองทัพบกไทยทั้งรถเกราะ BTR-3E1 และรถถังหลัก Oplot-M ได้รับผลกระทบล่าช้าจากกรณีที่รัสเซียผนวก Crimea และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธนิยมรัสเซียแทรกแซงสงครามภายในเขต Donbass
ทำให้ยูเครนต้องนำอุตสาหกรรมทางทหารของตนไปผลิตยุทโธปกรณ์สำหรับกองกำลังความมั่นคงของตนเป็นหลัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตอาวุธเพื่อส่งออกต่างประเทศเช่นไทยพอสมควร
การที่ไทยและยูเครนมีการลงนามข้อตกลงในการผลิตรถเกราะล้อยาง BTR-3E1 ร่วมกันน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นของทั้งสองฝ่าย และไทยยังจะได้ประโยชน์ในการถ่ายทอด Technology การสร้างรถเกราะด้วยตนเองในประเทศด้วยครับ

Oto Melara, Bofors and BAE Systems Inc all in Technical Talks with DCNS Regarding FTI Frigates
http://www.navyrecognition.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3226

Navy Recognition ได้รับข้อมูลจากงานจัดแสดงอาวุธหลายๆงานในช่วงครึ่งปีหลังนี้ว่า DCNS ฝรั่งเศสมีการพูดคุยกับ Oto Melara อิตาลี, Bofors สวีเดน และ BAE Systems สหราชอาณาจักร
ในการเสนอแบบปืนใหญ่เรือของตนสำหรับติดตั้งบนโครงการเรือฟริเกต FTI ของกองทัพเรือฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแบบเรือฟริเกตเอนกประสงค์ขนาด 4,000tons
ที่ออกแบบให้ใช้ระบบทันสมัยเช่นติดตั้ง Phased Array Radar และอื่นๆ ตามความต้องการของกองทัพเรือฝรั่งเศสและส่งออกให้ลูกค้าต่างประเทศ

Oto Melara ได้เสนอปืนใหญ่เรือแบบ Oto Melara 127/64 LW ซึ่งเป็นปืนที่มีขนาดใหญ่กว่าปืน Oto Melara 76/62 ที่ติดตั้งบนเรือฟริเกตแบบ FREMM ที่ประจำการในกองทัพเรือฝรั่งเศสปัจจุบัน
โดยทาง Oto Melara เชื่อว่าปืนใหญ่เรือขนาด 127mm ของตนนั้นเป็นตัวเรือที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรือฟริเกต FTI ที่ DCNS จะสร้างส่งออกต่างประเทศ
Oto Melara 127/64 LW เป็นปืนใหญ่เรือขนาดกลางที่มีขีเความสามารถในการยิงทำลายเป้าหมายผิวน้ำ เป้หมายทางอากาศ และยิงสนับสนุนชายฝั่ง ด้วยอัตราการยิงสูง
ซึ่งปืนถูกออกแบบมาสำหรับยิงกระสุนนำวิถีตระกูล VULCANO ขนาด 127mm แบบ Ballistic Extended Range (BER) และ Guided Long Range (GLR) พร้อมหัวชนวนหลายรูปแบบ และระบบตรวจจับนำวิถี ที่มีระยะยิงไกลถึง 100km
ปัจจุบันปืนใหญ่เรือ Oto Melara 127/64 LW ได้ถูกเลือกติดตั้งในเรือหลายชั้นเช่น เรือฟริเกต F125 กองทัพเรือเยอรมนี, เรือฟริเกต MEKO A200 กองทัพเรือแอลจีเรีย และเรือฟริเกตชั้น Shivalik และเรือพิฆาตชั้น Delhi กองทัพเรืออินเดีย

Bofors ได้เสนอปืนใหญ่เรือ Bofors 57mm Mk3 สำหรับเรือฟริเกต FTI ของกองทัพเรือฝรั่งเศสและเรือรุ่นส่งออก
ซึ่งปืนใหญ่เรือ Bofors 57mm นี่มีระยะยิงสั้นกว่าปืนขนาด 76mm และ 127mm แต่ก็มีอัตราการยิงที่สูงมากคือ 4นัดต่อวินาที และรองรับกระสุน Smart 3P สำหรับการต่อต้านเป้าหมายทุกรูปแบบทั้งผิวน้ำ อากาศ และบนฝั่ง
ปัจจุบันปืนใหญ่เรือ Bofors 57mm Mk3 ได้ถูกเลือกติดตั้งกับเรือของหลายประเทศ เช่น กองทัพเรือสวีเดน, หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ, กองทัพเรือแคนาดา, กองทัพเรือฟินแลนด์ และกองทัพเรือแม็กซิโก
โดยแบบเรือของ DCNS ฝรั่งเศสเองคือแบบเรือฟริเกต Gowind สำหรับกองทัพเรือมาเลเซียก็เลือกติดตั้งปืนใหญ่เรือ Bofors 57mm Mk3

BAE Systems ได้เสนอปืนใหญ่เรือ Mk45 Mod4 ขนาด 127mm/62cal เป็นระบบที่มีขนาดหนักที่สุดในตัวเลือก แต่ทาง BAE System กล่าวว่าปืนนี้มีขนาดเพียงพอรองรับที่จะติดตั้งบนเรือขนาดเล็กเช่นเรือฟริเกต FTI ที่มีระวางขับน้ำ 4,000tons ได้
ปืนใหญ่เรือ Mk45 ถูกออแบบสำหรับการยิงเป้าหมายได้ทั้งผิวน้ำและทางอากาศ ซึ่งปืนรุ่น Mod4 ที่มีขนาดลำกล้องยาว 62caliber นั้นได้เพิ่มระยะยิงโจมตีต่อเป้าหมายชายฝั่งได้ไกลขึ้น
ปัจจุบันปืนใหญ่เรือ Mk45 ได้ถูกติดตั้งบนเรือรบในกองทัพเรือมากกว่า 10ประเทศทั่วโลกรวมถึงกองทัพเรือสหรัฐฯ และกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น(JMSDF) และยังถูกเลือกเป็นปืนเรือหลักของเรือฟริเกต Type 26 กองทัพเรือสหราชอาณาจักร ในอนาคตด้วย

ทาง DCNS กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีการเลือกแบบปืนใหญ่เรือสำหรับเรือฟริเกต FTI ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต การที่บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนด้านอุตสาหกรรมมานำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนกับบริษัทก็ถือเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจ
โครงการเรือฟริเกต FTI ยังอยู่ในขั้น "ศึกษาการลดความเสี่ยง" ดังนั้นจึงยังเร็วเกินไปที่จะมีการคาดการณ์สิ่งอุปกรณ์ที่จะมีการจัดหาในขณะนี้ต่อ DGA(หน่วยงานด้านจัดหาอาวุธด้านความมั่นคงฝรั่งเศส) และกองทัพเรือฝรั่งเศส

รัฐมนตรีกลาโหมฝรั่งเศส นาย Jean-Yves Le Drian ได้ประกาศเริ่มโครงการเรือฟริเกต FTI เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ตามกฏหมายการวางแผนกองทัพฝรั่งเศส กองทัพเรือฝรั่งเศสจะได้รับมอบเรือฟริเกต FREMM 8ลำ ในอนาคต จากแผนเดิมที่เคยตั้งไว้ที่ 11ลำ
โดยเรือฟริเกตแบบ FTI(Fregate de Taille Intermediaire) หรือเรือฟริเกตขนาดกลางจะเริ่มส่งมอบให้กองทัพเรือฝรั่งเศสได้ในปี 2023 โดยมีความต้องการทั้งหมด 5ลำ ครับ

India Inks S-400 Missile Defense System Deal With Russia For $10.6 Billion
http://www.defenseworld.net/news/14504/India_Inks_S_400_Missile_Defense_System_Deal_With_Russia_For__10_6_Billion

มีรายงานว่าในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐ อินเดีย-รัสเซีย ด้านความร่วมมือด้าน Technology ทางทหาร(IRIGC-MTC: India-Russia Inter Governmental Commission on Military-Technical-Cooperation)
ซึ่งมีรัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย Manohar Parrikar และรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu ร่วมประชุมนั้น หนึ่งในข้อตกลงที่ทางอินเดียได้ลงนามสัญญากับรัสเซียคือการจัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ S-400 Triumf วงเงินราว $1.06 billion
โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาสักระยะแล้วว่ากองทัพอากาศอินเดียมีความต้องการจัดหาระบบต่อสู้อากาศยานขั้นก้าวหน้า S-400 ซึ่งมีขีดความสามารถในการยิงต่อต้านเป้าหมายอากาศยานทุกรูปแบบจนใถึงขีปนาวุธในระยะไกล
และถ้าข่าวนี้ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ อินเดียก็จะเป็นประเทศแรกๆร่วมกับจีนที่รัสเซียจะอนุมัติการส่งออกระบบ S-400 ให้ คาดว่ากองทัพอากาศอินเดียต้องการจัดหา S-400 ราว 12ระบบ
ทั้งนี้ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนายกรัฐมนตรีอินเดีย Narendra Modi อาจจะมีกำหนดเดินทางไป Moscow เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin
ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอินเดียอาจจะมีการลงนามสัญญาเช่าเรือดำน้ำโจมตีนิวเคลียร์ชั้น Akula ลำที่สอง ต่อจาก INS Chakra (Nerpa เดิมของกองทัพเรือรัสเซีย) คือ Iribis ที่สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยครับ